สำนักงานการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แถลงข่าว “การรื้อฟื้นการผลิตกระจกเกรียบและจืนแบบโบราณ เพื่องานบูรณะและอนุรักษ์”

เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคมที่ผ่านมา ณ วัดช่างฆ้อง รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, รองศาสตราจารย์ ดร.กมลพรรณ เพ็งพัด นักวิจัยสังกัดภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และ นายรชต ชาญเชี่ยว ครูช่างศิลปหัตถกรรม ๒๕๖๓ ร่วมกันแถลงข่าว การรื้อฟื้นการผลิตกระจกเกรียบและจืนแบบโบราณ เพื่องานบูรณะและอนุรักษ์ โดยมีสื่อมวลชนร่วมรับฟังการแถลงช่าวในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เล็งเห็นความสำคัญของวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากประสบการณ์และภูมิปัญญาไทยซึ่งเป็นฐานรากที่มั่นคงในการเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยใน พ.ศ. ๒๕๕๙ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแก้วคริสตัลปราศจากตะกั่วและการประดิษฐ์แก้วคริสตัลบาง ภายใต้แผนงานเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านวัสดุนาโนและนาโนเทคโนโลยี นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กมลพรรณ เพ็งพัด และคณะ และปัจจุบันมีการพัฒนางานที่เน้น การประดิษฐ์แก้วคริสตัลบางเพื่อประยุกต์เป็นกระจกโบราณ ร่วมกับโรงงานการผลิตกระจกโบราณของ นายรชต ชาญเชี่ยว และคณะ เพื่อพัฒนาสูตรกระจกโบราณใหม่ ๆ เป็นกระจกจืนและกระจกเกรียบ จนสามารถนำกระจกจืนและกระจกเกรียบไปบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุได้หลายแห่ง อีกทั้งยังสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบประดับกระจกจืนและกระจกเกรียบที่สามารถนำไปใช้งานในการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุ และสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กระจกจืนและกระจกเกรียบตกแต่งเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ต่อมาในวันที่ ๙ ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติถวายสัตภัณฑ์ที่ประดับกระจกจืน ซึ่งเป็นกระจกที่ได้จากงานวิจัย ณ วัดช่างฆ้อง อำเภอเมือง โดยได้รับความร่วมมือจาก ศิลปิน ฝุ่น หอสูง นายชาญยุทธ โตบัณฑิต ออกแบบและสร้างสัตภัณฑ์ เป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการที่สามารถต่อยอดทั้งเชิงพาณิชย์และสามารถนำไปทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของประเทศเพื่อรักษามรดกอันทรงคุณค่าให้คงอยู่เคียงคู่ชาวไทยสืบไป

รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ กล่าวว่า งานวิจัยที่นำมาแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่สามารถผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ในเรื่องของ การรื้อฟื้นการผลิตกระจกเกรียบและจืนแบบโบราณเพื่องานบูรณะและอนุรักษ์ ซึ่งเกิดจากการร่วมมือของนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ นำทีมโดย รองศาสตราจารย์ ดร. กมลพรรณ เพ็งพัด ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ของแก้ว และ นายรชต ชาญเชี่ยว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จนสามารถนำกระจกจืนและกระจกเกรียบไปบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุได้หลายแห่งในประเทศ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ ปี 2559 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติสนับสนุนการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแก้วคริสตัลปราศจากตะกั่วและการประดิษฐ์แก้วคริสตัลบาง ภายใต้แผนงานเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านวัสดุนาโนและนาโนเทคโนโลยี นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กมลพรรณ เพ็งพัด และคณะ และปัจจุบันมีการพัฒนางานที่เน้น การประดิษฐ์แก้วคริสตัลบางเพื่อประยุกต์เป็นกระจกโบราณ ร่วมกับโรงงานการผลิตกระจกโบราณของ นายรชต ชาญเชี่ยว และคณะ เพื่อพัฒนาสูตรกระจกโบราณใหม่ ๆ เป็นกระจกจืนและกระจกเกรียบ ซึ่งมีสีและสมบัติที่คล้ายคลึงกับกระจกเกรียบโบราณเป็นอย่างมาก จนสามารถนำกระจกจืนและกระจกเกรียบไปบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุได้หลายแห่ง อีกทั้งยังสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบประดับกระจกจืนและกระจกเกรียบที่สามารถนำไปใช้งานในการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุ และสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กระจกจืนและกระจกเกรียบตกแต่งเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต

จึงนับได้ว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการที่สามารถต่อยอดทั้งเชิงพาณิชย์และสามารถนำไปทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติจะสนับสนุนโครงการวิจัยในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามรดกอันทรงคุณค่าให้คงอยู่เคียงคู่ชาวไทยสืบไป

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ ภาพ/ข่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *