สวพส. โชว์ผลงานวิจัย “โลกร้อน…กับเกษตรบนดอย” ปรับตัวและแก้ไขอย่างไร กับสภาพอากาศที่แปรปรวน

นักวิจัย สวพส. เผยผลงานวิจัย โลกร้อน…กับเกษตรบนดอย หวังเป็นแนวทางในการสร้างกลยุทธการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง ที่พบกับการผันแปรของสภาพอากาศระหว่างปีค่อนข้างสูง โดยบูรณาการจากภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว การวิจัยศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศและการวิจัยพืช เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการสร้างการรับรู้ของสถานการณ์ ศึกษาวิธีการ และกลยุทธ์การปรับตัวของเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้

นางสาวอัจฉรา ภาวศุทธิ์ นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า พ.ศ. ๒๕๙๓ (ค.ศ. ๒๐๕๐) มีการคาดการณ์ว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น ๙,๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ คน อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มขึ้น ๓ เซลเซียส จากสภาวะโลกร้อน (Global warming) ขณะที่พื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลต่อพืชอาหารที่จะเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงคือ สภาวะจากสิ่งไม่มีชีวิต (Abiotic stress) เช่น สภาพความร้อน ความเย็น ความแห้งแล้ง ความเค็มของดิน และโลหะหนัก เป็นต้น ที่ทำให้ผลผลิตเสียหายร้อยละ ๕๐-๘๐ และสภาวะจากสิ่งไม่มีชีวิต (Biotic stress) เช่น โรคพืช แมลง วัชพืช และมนุษย์จากการใช้สารเคมีเกษตร เป็นต้น ซึ่งทำให้ผลผลิตเสียหายร้อยละ ๕-๒๐

ภาวะโลกร้อนคือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร โดยมีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพบว่า ช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา คือ พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๔๘ อุณหภูมิเฉลี่ยใกล้ผิวดินทั่วโลกมีค่าสูงขึ้น ๐.๗๔ เซลเซียส สภาพอากาศที่ร้อนจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ทำให้เกิดภัยธรรมชาติ ทั้งสภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงและยาวนาน ปริมาณฝนที่ลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ความต้องการใช้น้ำของพืช ความชื้นในดิน คุณภาพของดินที่ใช้เพาะปลูก และการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีพของมนุษย์

ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย ๑ เซลเซียส ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลผลิตการเกษตรโดยตรง เนื่องจากร้อยละ ๗๕ เป็นการทำการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ สำหรับพื้นที่สูงของไทยนั้น มีรายงานการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไม่เกิน ๒ เซลเซียส ในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า โดยค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มลดลง ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดมีแนวโน้มสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนรวมต่อปีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวงพบการผันแปรของสภาพอากาศระหว่างปีค่อนข้างสูงและกระทบต่อพัฒนาการการให้ผลผลิตของพืชโดยเฉพาะไม้ผลและพืชผักเขตหนาว ปัจจัยซึ่งได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน จำนวนวันที่มีฝนตก สมบัติของดินทางกายภาพ เคมี ความชื้นในดินในแต่ละช่วงของปี และปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา แต่ละพื้นที่ มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนกลยุทธการวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้งโดยภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีแนวทางดังนี้

๑. การพัฒนาพันธุ์พืช สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายที่ทำให้เกิดการวิจัยในการหาพันธุ์พืชที่เหมาะสมและสามารถปรับสภาพตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น พันธุ์ที่ทนโรค ทนแมลงศัตรูพืช ทนร้อน ทนแล้ง ทนดินเค็ม ทนน้ำเค็ม และทนน้ำท่วมขัง เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับพืช จึงต้องมีการพัฒนาพันธุ์โดยการคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การให้มีช่วงการเก็บเกี่ยวที่ต่างกัน และการอนุรักษ์และคัดเลือกพันธุ์ท้องถิ่นเนื่องจากเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ทนโรค และเติบโตได้ดีในพื้นที่

๒. การพัฒนาการผลิตพืชที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น การปลูกพืชในโรงเรือน และการทำเกษตรแบบ Smart farming โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นต้น

๓. Biotic interaction คือ การใช้สิ่งมีชีวิต เช่น จุลินทรีย์ต่าง ๆ เป็นต้น ในการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช และป้องกันและกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ การใช้จุลินทรีย์ Bacillus subtilis Trichiderma sp., และ Streptomyces sp.ในการควบคุมโรคพืช

๔. การใช้สารบางชนิด เช่น ABA, Ethylene, Salicylic acid, GA3 เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้นพืช เพิ่มคุณภาพผลผลิต หรือลดการสูญเสียผลผลิตจากสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น ความหนาวเย็น ดินเค็ม ความแห้งแล้ง หรือทนต่อแสงแดดที่รุนแรง

๕. การพัฒนาแนวทางการทำเกษตรของเกษตรกรให้หลากหลาย เช่น การปลูกพืชที่หลากหลายที่เหมาะสมกับพื้นที่ การพัฒนาระบบการผลิตกล้าพืชที่แข็งแรงและปลอดโรค การจัดการแบบผสมผสานในระบบเกษตรอินทรีย์ และระบบการเตือนภัยจากแมลงศัตรูพืช เป็นต้น

ดังนั้น การวิจัยสภาพภูมิอากาศ การวิจัยพืช และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการสร้างการรับรู้ของสถานการณ์ และศึกษาวิธีการ กลยุทธ์การปรับตัวของเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศในพื้นที่แต่ละแห่งให้ถูกต้อง แม่นยำ และต่อเนื่อง มีฐานข้อมูลพืชบนพื้นที่สูง เลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะกับพืชให้กับเกษตรกร และใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพืช พื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานภาคเกษตร ทั้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริม และเกษตรกร อันจะนำไปสู่การตัดสินใจของเกษตรกรในการเลือกปลูกพืชบนพื้นที่สูงได้

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *