สวพส. เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่สูง บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน “เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบนดอยสูง”

เชียงใหม่ – สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) เร่งแก้วิกฤติภัยแล้งบนพื้นที่สูงผ่าน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง มุ่งจัดทำฝายต้นน้ำ ๕ แห่ง ถังเก็บน้ำและบ่อพวง ๑๑๑ จุด และระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ๑๒๔,๙๘๐ เมตร ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ดำเนินงานพบว่า มีเกษตรกรที่จะได้รับผลกว่า ๒๙๖ ชุมชน ในพื้นที่ ๔๒๔,๙๓๖ ไร่ ทำให้ผลผลิตที่ส่งเสริมได้รับผลกระทบมูลค่ากว่า ๙,๒๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ยังมีการร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการเร่งบูรณาการ ส่งเสริม และพัฒนาชุมชนให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมายและแผนการใช้ที่ดิน เพื่อชุมชนมีแหล่งน้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตร มีโอกาสและทางเลือกในการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สถาบันฯ มุ่งพัฒนาชุมชนพื้นที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุข โดยมีภารกิจหลักคือ สนับสนุนและรักษาซึ่งพันธกิจของโครงการหลวงในการวิจัยและพัฒนา, เผยแพร่และสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน, สืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการหลวงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนก็ส่งผลให้เกิดภัยแล้งในหลายพื้นที่ และเกษตรบนพื้นที่สูงต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สถาบันฯ จึงรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้วิกฤติภัยแล้งบนพื้นที่สูง โดย นายอานนท์ ยอดญาติไทย นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา และ นางสาวอาทิตยา สุตา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนของสถาบันฯ ดำเนินการเรียบเรียงและจัดทำข้อมูลไว้ ดังนี้

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีประชากรประมาณ ๖๕,๑๐๐,๐๐๐ คน เป็นประชากรภาคเกษตรประมาณ ๒๒,๔๐๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๔๙ ที่ต้องพึ่งพาน้ำเป็นปัจจัยหลักในการทำการเกษตร จึงจำเป็นต้องมีระบบการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดีในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ ซึ่งในปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ ๔๐ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน อย่างที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทานกว่าร้อยละ ๘๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทานกว่าร้อยละ ๘๗

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่สูงกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีประชากรกว่า ๒๕๐,๐๐๐ คน เกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน ขาดโอกาสและปัจจัยขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ไม่สามารถเพาะปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ให้เป็นไปตามแผน และผลผลิตได้รับความเสียหาย จากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ดำเนินงานพบว่า มีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวจำนวน ๒๙๖ ชุมชน ๒๘,๗๒๕ ครัวเรือน ๑๑๔,๔๔๓ คน บนพื้นที่ ๔๒๔,๙๓๖ ไร่ ผลผลิตที่ส่งเสริมได้รับผลกระทบมูลค่ากว่า ๙,๒๐๐,๐๐๐ บาท

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงจัดทำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารสถาบันเห็นชอบงบประมาณสะสมวงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ในระดับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้แผนที่ดินรายแปลงเป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำให้ตรงกับความต้องการของชุมชนและถูกต้องเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยในเบื้องต้นมีการดำเนินการสำรวจพื้นที่ร่วมกับชุมชน และจัดทำแผนปฏิบัติการรายพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง จำนวน ๓๗ แห่ง ครอบคลุม ๘๔ ชุมชน และแหล่งน้ำ ๑๓๘ แห่ง คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์กว่า ๕,๔๗๓ คน ครอบคลุมพื้นที่ ๑๒,๗๐๙ ไร่ โดยแบ่งเป็นการจัดทำฝายต้นน้ำ จำนวน ๕ แห่ง ถังเก็บน้ำและบ่อพวง จำนวน ๑๑๑ จุด และระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ๑๒๔,๙๘๐ เมตร

อนึ่ง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำลำธาร เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศน์ต้นน้ำ โดยดำเนินงานระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายนนี้ ด้วยการเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินงาน และสนับสนุนการจ้างแรงงานชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือด้านอาชีพและรายได้ เพื่อรองรับสถานการณ์ทั้งภัยแล้งและวิกฤต COVID-19 เป็นการสร้างแรงจูงใจ สร้างความตระหนัก และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนต้นน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานตามแผนแม่บท เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมชลประทาน, และกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น รวมทั้งเกษตรกรในชุมชน ในการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ตามระเบียบ กฎหมาย และแผนการใช้ที่ดิน ทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร มีโอกาสและทางเลือกในการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย โดยการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน สามารถผลิตพืชได้เป็นไปตามแผน สร้างรายได้ที่พอเพียง โดยใช้พื้นที่น้อยลง ผลผลิตมีความปลอดภัย มีคุณภาพ และมีตลาดรองรับ ทำให้ชุมชนมีความมั่นคงด้านอาชีพและอาหารควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารของชุมชนและประเทศ ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทุกภาคส่วน เกิดความยั่งยืนและสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของโครงการหลวง

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *