สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เผยผลสำเร็จการพัฒนาพื้นที่สูง ปี ๒๕๖๓ และทิศทางการสืบสานขยายความสำเร็จต่อเนื่อง ปี ๒๕๖๔

ผลการดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ปี ๒๕๖๓ มีกิจกรรมที่สถาบันฯ สร้างผลสำเร็จจนสามารถสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าให้กับประชาชนบนพื้นที่สูงกว่า ๔,๐๐๐ หมู่บ้าน ภายใต้ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน และการบูรณาการของหน่วยงาน สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไร่ดั้งเดิมให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ลดการเผ่าป่า แก้ปัญหาความยากจน เกษตรกรคืนพื้นที่เพาะปลูกให้กรมป่าไม้หลายพื้นที่ และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาพื้นที่สูงอื่น ๆ

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. มีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยสนับสนุนและรักษาซึ่งพันธกิจของโครงการหลวงในการวิจัยและพัฒนา เผยแพร่ และสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพบนฐานความรู้ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนมีอาชีพและรายได้เพียงพอ โดยยึดความเหมาะสมตามแผนการใช้ที่ดินและเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่ดีจากการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ความหมายของพื้นที่สูงว่า พื้นที่สูงหมายถึง “พื้นที่ที่เป็นภูเขา หรือพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลห้าร้อยเมตรขึ้นไป หรือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพื้นที่สูงตามที่คณะกรรมการกำหนด” พื้นที่สูงในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๖๗,๒๒๐,๐๐๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๕๓ ของพื้นที่ ๒๐ จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน แพร่ น่าน ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย สุโขทัย กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี พื้นที่ตั้งชุมชนบนที่สูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ประมาณร้อยละ ๘๘ ของหมู่บ้านมีการคมนาคมยากลำบาก ทุรกันดาร และห่างไกล ทำให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปดำเนินงานบนพื้นที่สูงได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้พื้นที่สูงยังคงมีปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยและการบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง

ประชากรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงปัจจุบันมีประมาณ ๔,๐๐๐ หมู่บ้าน นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานโครงการหลวงเมื่อปี ๒๕๑๒ ปัจจุบันมีการขยายงานไปแล้วกว่า ๖๑๖ ชุมชน โดยมีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวง ๓๙ แห่ง, โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ๓๓ แห่ง, โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ (โครงการขยายผลโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืน) ๑๑ แห่ง, โครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้โครงการหลวงและพัฒนาศักยภาพชุมชนบนพื้นที่สูง (๗๘๕ ศศช.) ๑๑ แห่ง, และอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ๑ แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พัฒนาครูเข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้าน อีกทั้งสถาบันฯ ยังมีเกษตรผู้นำที่เป็นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ให้เข้าทำงานกับคนในชุมชนเพื่อง่ายต่อการสื่อสารกันได้ สามารถสร้างผู้นำชุมชนฝีมือดี ๙๐๙ ราย ในรูปแบบการทำงานเชิงรุกเปรียบเสมือนบุคลากรของสถาบันฯ ซึ่งปีที่ผ่านมา สถาบันฯ มีผู้นำเกษตรกรจังหวัดน่านไปให้ความรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยองค์การระหว่างประเทศ ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ตามแนวโครงการในพระราชดำริ

ผลสำเร็จจากการดำเนินงานมีคุณค่าในการพัฒนาพื้นที่สูงในปี ๒๕๖๓ จึงมีทิศทางผลักดันการขยายผลสำเร็จกับสาธารณะชนเพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ให้กว้างมากขึ้น และยกระดับการดำเนินงานตามภารกิจของสถาบันฯ ปี ๒๕๖๔ ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • การวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนโครงการหลวง: ขยายผลสำเร็จในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ที่มีคุณค่า ๓ เรื่องหลัก ได้แก่ เฮมพ์พันธุ์ใหม่ ภายใต้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการขออนุญาตผลิตตามกฎกระทรวงใหม่ และสารสกัดกัญชง (CBD Hemp oil), ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่มีโภชนาการสูง ประเภทกลุ่มสีม่วงดำ, และการผลิตองุ่น “ไชน์มัสแคท”
  • การขยายผลสำเร็จของโครงการหลวงในการสนับสนุนงานโครงการหลวง “สายธารแห่งภูมิปัญญา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”: ขยายผลสำเร็จของสถาบันฯ ในการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในเชิงพื้นที่ ๓ ประเด็น ได้แก่ สืบสานขยายความสำเร็จงานโครงการหลวงสู่การพัฒนาพื้นที่สูง, สืบสานขยายความสำเร็จงานโครงการหลวงสู่การพัฒนาพื้นที่สูงในเชิงพื้นที่จังหวัดน่าน และสถาบันกับการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง จากพื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่สีเขียวบ้านหมากแข้ง “ชีวิตของฉันในพื้นที่สีแดง: My Life in the RED ZONE”, และผลสำเร็จของสถาบันในการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในการแก้ปัญหาสำคัญบนพื้นที่สูง แก้ปัญหาความยากจน ลดพื้นที่ปลูกฝิ่น และปรับเปลี่ยนพื้นที่ข้าวโพดเป็นพื้นที่ส่งเสริม
  • การพัฒนาอุทยานหลวงราชพฤกษ์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา การเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ: เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้สวยที่สุด แลพเป็นแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมกิจกรรมของเยาวชนที่ดีที่สุด

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ดำเนินงานโดยใช้หลักการทำงานภายใต้แนวพระราชดำริและงานโครงการหลวง โดยมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่สูงจากที่ยึดอาชีพปลูกพืชไร่ ถางป่า ทำลายและเผาป่าจนเกิดหมอกควัน ให้หันมาทำการเกษตรอย่างประณีต โดยการปลูกพืชเศรษฐกิจแทน เช่น ปลูกพืชเกษตรในโรงเรือน ปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มพื้นที่สีเขียว และใช้น้ำและดินอย่างคุ้มค่า ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่จากปลูกข้าวโพดเป็นปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรใช้พื้นที่ลดลงเพียง ๑-๒ ไร่ แต่กลับมีรายได้มากกว่าปลูกข้าวโพดเฉลี่ย ๒๐-๓๐ ไร่ ทำให้สามารถคืนพื้นที่ป่าให้กับกรมป่าไม้ได้เป็นจำนวนมาก

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ กล่าวต่อไปว่า ความจริงประชาชนที่อยู่ห่างไกลไม่ได้ถูกทอดทิ้ง รัฐบาลส่งคนเข้าไปช่วยดูแลในทุกมิติ แต่หลักการทำงานของเจ้าหน้าที่จะเหมือนเป็นผู้ปิดทองหลังพระก็ว่าได้ เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า “ช่วยชาวเขาจะเกิดประโยชน์กับชาวเรา และช่วยชาวโลกได้ต่อไป”

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *