พลิกโฉมประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ๑๒หน่วยงาน ผนึกกำลังจัดตั้ง “ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย”

๖ หน่วยงานวิทยาศาสตร์ชั้นนำ จับมือ ๖ สถาบันอุดมศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรม เกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศไทย  สร้าง ดาวเทียมวิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย หวังใช้เทคโนโลยีอวกาศพัฒนาคน พัฒนาชาติ เปลี่ยนประเทศจาก “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมดึงเอกชนหนุนสตารท์อัพ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย สร้างแรงบันดาลใจให้คนในชาติ

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานเลขานุการภาคีฯ กล่าวว่า ภาคีความร่วมมืออวกาศไทยมีเป้าหมายสำคัญคือ พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร ยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงในประเทศไทย ซึ่งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรุ่นใหม่ ร่วมกันสร้างและพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก โดยใช้องค์ความรู้ภายในประเทศ เรียนรู้ ลงมือทำโดยตรง ทดสอบ และควบคุมการใช้งานโดยฝีมือคนไทย รวมถึงออกแบบ และสร้างอุปกรณ์ Payload เพื่อใช้งานด้านต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายภาพที่มีความสามารถในการถ่ายภาพหลายความยาวคลื่น สามารถประยุกต์ใช้กับการเกษตร การใช้พื้นที่ของประชากร และบรรยากาศ 

เราใช้กระบวนการพัฒนาดาวเทียมวิจัยวิทยาศาสตร์ อันเป็นความท้าทายในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในประเทศไทย ยกระดับขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศของไทย และสร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้ให้กับคนในชาติ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ ร่วมแรงร่วมใจพลิกโฉมประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง  โครงการนี้จึงเป็นวาระแห่งชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว  เป็นโจทย์ที่ท้าทายการยกระดับองค์ความรู้ของประเทศที่สำคัญมาก และจะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทั้ง ๑๒ หน่วยงาน จะมีบทบาทสนับสนุนการทำงานของภาคีฯ ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ๕ ด้าน ได้แก่ งานวิศวกรรม งานแอพพลิเคชั่น งานวิจัยและพัฒนา งานสนับสนุนการศึกษา และงานสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ ความเชี่ยวชาญ และกำลังคนที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา กล่าวต่อไปว่า นักเศรษฐศาสตร์​คาดการณ์ว่า ใน ๒๐ ปีข้างหน้า ตลาดอุตสาหกรรมอวกาศทั้งโลกจะมีมูลค่าประมาณสามล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าหลายเท่าของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบัน นับได้ว่า อุตสากรรมอวกาศอยู่ในช่วงขาขึ้น และไทยต้องใช้ห้วงเวลานี้ตักตวงโอกาสพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ทันท่วงที เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ไทยตกขบวนเซมิคอนดักเตอร์ แต่วันนี้เราจะไม่ตกขบวนอวกาศ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ประธานในพิธี กล่าวว่า เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ดาวเทียมที่เป็น earth observation และยานอวกาศที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องที่ยาก ท้าทาย และผิดพลาดไม่ได้ เรื่องนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนคนเดียวหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะรับมือได้ จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่จะนำองค์ความรู้ ความสามารถ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ มาร่วมทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม แม้หนึ่งในเป้าหมายของ TSC คือ ไปดวงจันทร์ สิ่งที่เป็น output หลักคือ ผลพลอยได้ระหว่างทางไป เป้าหมายคือ ได้สร้างคนเก่ง สร้าง startup ที่จะเป็น seeds ของ supply chain ของ TSC และสร้าง space economy ในประเทศให้เกิดขึ้นได้

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวต่อไปว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นการผนึกกำลังเป็นภาคีความร่วมมืออวกาศไทยของผู้เชี่ยวชาญภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันอุดมศึกษา ที่จะร่วมมือกันพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศน์ สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอวกาศของประเทศให้เกิดขึ้นและยืนหยัดต่อไปได้อย่างยั่งยืน

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรม เกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีและร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งมีหน่วยงานร่วมลงนาม จำนวน ๑๒ หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ๖ แห่ง และสถาบันอุดมศึกษา ๖ แห่ง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน