ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ ๑๑, ๑๒, ๑๔, และ ๑๕ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านกาแฟและโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ นายถาพร ณ นคร ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ ๑๑, ๑๒, ๑๔, และ ๑๕ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านกาแฟ และโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด โดยมี นางสาวเกศินี เจริญสุวรรณ นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ​ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์​ ๔ และทีมเจ้าหน้าที่สหกรณ์​จังหวัด​ร่วมลงพื้นที่ติดตามงานด้วย

นายถาพร ณ นคร กล่าวว่า​ กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการรับผิดชอบ ดูแล และบริการสมาชิกด้านการสนับสนุนปัจจัยการผลิต บริการสินเชื่อ เงินกู้ดอกเบี้ยถูก อุปกรณ์เครื่องมือการเกษตร ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์พืช และการต่อรองทางการค้า เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและหาช่องทางการตลาดภายใต้นโยบายของรัฐบาล​และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ซึ่งงานด้านนี้ นางสาวมนัญญา ​ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ มีนโยบายขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง​ ซึ่งสหกรณ์​พัฒนา​ดอยสะเก็ด​แห่งนี้ก็เป็นต้นแบบในการต่อยอดพัฒนา​ขยายผลสร้างความเข้มแข็ง​และสร้างโอกาสทางการตลาด​จากจุดแข็ง​เรื่องผลิตภัณฑ์​กาแฟอาราบิก้าที่มีสมาชิกผลิตกว่า ๓๐๐ ราย​ ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีอัตลักษณ์​ที่ชัดเจน และมีคุณภาพดีภายใต้การส่งเสริมของโครงการหลวงด้วย​ ปัจจุบันมี นายประหยัด​ เสนน้อง​ เป็นผู้จัดการ​สหกรณ์​สำนักงานที่มีโรงผลิต​ โรงคั่ว และร้านกาแฟหน้าร้าน ณ ปั๊มน้ำมันบางจาก​ ถนนเชียงใหม่-เชียงราย​ เลยทางแยกเข้าตัวอำเภอดอยสะเก็ด​ ซึ่งกำลังขยายกิจการกาแฟในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของตลาด โดยผลผลิต​กาแฟส่วนใหญ่​ส่งขายโครงการหลวง

อำเภอดอยสะเก็ดเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟอาราบิก้า เริ่มปลูกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในพื้นที่ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๙๐๐-๑,๕๐๐ เมตร อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้–แจ้ซ้อน พื้นที่โครงการหลวง ซึ่งมีสภาพเป็นภูเขา ป่าไม้ดิบชื้น ฝนตกชุกตลอดปี และอากาศหนาว อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๕-๒๕ เซลเซียส โดยเขตพื้นที่ของตำบลเทพเสด็จมีผลผลิตกาแฟกะลาปีละประมาณ ๓,๐๐๐ ตัน ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน ๒,๙๙๕ คน ๖๑ กลุ่ม รวม ๑๔ ตำบล ในอำเภอดอยสะเก็ด มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น ๒๑๕,๑๒๒,๑๗๖.๑๒ บาท

สำหรับโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงใหม่ นั้น ปัจจุบันมีผู้สมัครร่วมโครงการ จำนวน ๑๗๙ คน จาก ๒๕ อำเภอ โดยมีสหกรณ์ที่สมัครร่วมโครงการ จำนวน ๕ แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่​

โอกาสนี้ นายถาพร ณ นคร นำคณะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของทายาทเกษตรกรที่ร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด มีโอกาสอยู่กับครอบครัว และสานต่ออาชีพการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย โดยจะเน้นการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาด มีการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เน้นทำน้อยแต่ได้มาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลกำไรคุ้มค่า​ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลแนะนำอาชีพให้คนเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่า คนรุ่นใหม่จะสานต่องานสหกรณ์ และช่วยพัฒนาสหกรณ์ในจังหวัดและในหมู่บ้านของตนให้เจริญก้าวหน้าและนำพาเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น​

พื้นที่สวนเกษตรผสมผสานเชิงวนเกษตรของ นายวรชัย​ ทองคำฟู​ ทายาท นายนิเวทย์​ ทองคำฟู​ ที่ร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร​ ตำบลแม่โป่ง​ อำเภอดอยสะเก็ด​ ซึ่งเจ้าตัวใช้องค์​ความรู้​และประสบการณ์​จากที่เคยทำงานในศูนย์​ศึกษา​การพัฒนา​ห้วยฮ่องไคร้​ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ​ มาพัฒนา​ต่อยอดจากภูมิปัญญา​ของบิดา​ ปรับพื้นที่เป็นสัดส่วนคล้ายป่าชุมชน มีพืชท้องถิ่นทั้งไม้ผล​ ไม้เศรษฐกิจ​ และพืชผักพื้นถิ่นที่มีผลผลิตตลอดปี​ พร้อมกับการแปรรูป​ผลผลิต เช่น​ กระเทียมโทนดอง​ ผลไม้แช่อิ่ม​ อบแห้ง​ และกาแฟ​ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า นับแต่วิกฤติเศรษฐกิจ​ปี​ ๒๕๔๐ ที่ทำให้ต้องกลับมาอยู่บ้านกระทั่งมายุค COVID-19​ ก็มีโอกาสเรียนรู้ และกลายเป็นโอกาสขยายผลสู่ตลาดออนไลน์​ มีเครือข่าย ได้องค์​ความรู้​รอบตัว​เพิ่มขึ้นอีก​ พลิกชีวิตให้มีอยู่มีกินปลอดหนี้สินตามหลักปรัชญา​เศรษฐกิจพอเพียง ​และพื้นที่เกษตรทั้งหมดก็ปลอดสารเคมีด้วย​ ซึ่งถือเป็นต้นแบบอีกรายหนึ่ง

นายถาพร ณ นคร กล่าวชื่นชมพร้อมให้สหกรณ์​จังหวัด​เชียงใหม่​ติดตามเพื่อสรุปปัญหา​อุปสรรค​รวมทั้งแนวทางช่วยเหลือส่งเสริม​ให้​ต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรดำรงชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง เกิดความยั่งยืนจริง​ และขยายผลต่อไป ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมผลักดันให้เกิดทั้งคุณภาพและมูลค่า​ ล่าสุดก็นำผลผลิตของเกษตรกรในโครงการจัดทำเป็นกระเช้าและเซ็ตของฝากในเทศกาลต่าง ๆ อีกด้วย

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใกม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *