“ชุมชนคาร์บอนต่ำ” กุญแจสำคัญในการลดโลกร้อน

เชียงใหม่ดร. สุมาลี เม่นสิน และคณะจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผู้ดำเนินการค้นคว้าและเรียบเรียงข้อมูลเรื่อง “วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั่วโลก” ไม่ว่าจะเป็นการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก น้ำท่วม ฤดูกาลแปรปรวน น้ำขาดแคลน ไฟไหม้ป่า ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม วาตภัย และการระบาดของโรคชนิดใหม่ กล่าวถึงเรื่อง ชุมชนคาร์บอนต่ำคือกุญแจสำคัญในการลดโลกร้อน ไว้ว่า

ใครทำให้เกิด คำตอบคือ มนุษย์ เป็นผู้สร้างและปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำลายชั้นบรรยากาศจนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยเฉพาะควันพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เผาป่า และเผากองขยะ, การทำเกษตรผิดวิธี เช่น ปศุสัตว์ นาข้าว การใช้ที่ดินในพื้นที่ชุ่มน้ำ การรั่วไหลระหว่างขนส่งก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิง และการหมักของกองขยะและบ่อบำบัดสิ่งโสโครก เป็นต้น, การใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ, การใช้ก๊าซฮาลอน (halon) ในระบบถังดับเพลิงและกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม, และการใช้ปุ๋ยและฉีดพ่นสารเคมีเกษตรมากเกินความจำเป็น

ใครแก้ไข คำตอบคือ มนุษย์ ต้องร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการปลูกป่าและต้นไม้ในชุมชน เพื่อช่วยกักก๊าซเรือนกระจกไม่ให้สะสมในบรรยากาศสูงจนเสียสมดุลธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสที่หลายประเทศให้คำมั่นสัญญาร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดการเพิ่มของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า ๒ เซลเซียส หรือไม่ให้เกิน ๑.๕ เซลเซียส โดยเทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ลำดับที่ ๑๓ ที่กำหนดให้มีการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

ชุมชนคาร์บอนต่ำกับภารกิจระดับประเทศ ประเทศไทยมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเหลือร้อยละ ๒๐-๒๕ ของการปล่อยในกรณีปกติภายในปี ๒๕๗๓ ตามกรอบแนวดำเนินงานสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายภายใต้กรอบการพัฒนา ชุมชนคาร์บอนต่ำ ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับชุมชนและขยายผลยังทุกสังคมทั่วประเทศ

ชุมชนพื้นที่สูงช่วยลดโลกร้อนอย่างไร มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนพื้นที่สูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวมบนฐานความรู้ที่สอดคล้องกับภูมิสังคม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชน และการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำตัวชี้วัด การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และสนับสนุนให้ชุมชนโครงการหลวงและชุมชนโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงดำรงชีวิตแบบ ชุมชนคาร์บอนต่ำ สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
๑. การทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ตามกระบวนการมาตรฐานอาหารปลอดภัย
๒. การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ เช่น การปลูกป่าชาวบ้านและป่าต้นน้ำลำธาร และการวางแผนบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณพืชพื้นที่สูง เป็นต้น
๓. การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน เช่น การพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สวยงามและน่าอยู่อาศัย เช่น ความสะอาด ของเสีย (ขยะมูลฝอย น้ำทิ้ง และควันไฟ) และการประหยัดพลังงาน เป็นต้น
๔. ความเข้มแข็งของชุมชนในการรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น วางแผนและพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกด้านตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ตัวอย่างชุมชนพื้นที่สูงคาร์บอนต่ำ ผลสำเร็จจากความร่วมมือของชุมชนและหน่วยงานสนับสนุนกว่า ๓ ปี ศูนย์วิจัยตรวจประเมินและให้การรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้การรับรองชุมชนโครงการหลวง ๑๒ แห่ง เป็นชุมชนบนพื้นที่สูงคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยแบ่งเป็นระดับดีเยี่ยม ๑๑ แห่ง และระดับดีมาก ๑ แห่ง ได้แก่ บ้านปางบง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง, บ้านป๊อก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก, บ้านเหล่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ, บ้านห้วยน้ำกืน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยโป่ง, บ้านห้วยห้อม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย, บ้านดง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย, บ้านแม่ขนิลเหนือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง, บ้านป่าเกี๊ยะ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ, บ้านห้วยข้าวลีบ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก, บ้านขอบด้ง สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง, บ้านหนองหล่ม สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์, และบ้านหนองหอยเก่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

ปัจจัยความสำเร็จ ประกอบด้วย

การพัฒนาคน ด้วยการสร้างความเข้าใจให้สมาชิกในชุมชนเห็นความสำคัญ และพร้อมที่จะทำร่วมกัน, ให้สมาชิกมีส่วนร่วมคิดวางแผน ดำเนินการ ตรวจสอบ และพัฒนางาน, และส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้นำชุมชนที่มีความเข้มแข็งและเสียสละ

การพัฒนางาน ด้วยการกำหนดกิจกรรมที่เหมาะกับความเป็นอยู่และลักษณะพื้นที่, เริ่มทำสิ่งที่จำเป็นตามความต้องการของชุมชนก่อนด้วยวิธีประหยัดและไม่ยุ่งยากซับซ้อน, และมีแผนการพัฒนางานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

การบริหารจัดการงบประมาณ ด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้านจากสมาชิกภายในชุมชนและหน่วยงานสนับสนุน, และจัดระบบการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน

ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hrdi.or.th/Articles/Detail/54

พิพัฒน์ ศรีตะวัน สำนักข่าวเชียงใหม่ออนไลน์นิวส์ รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *