ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ร่วมดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาภาวะฝุ่นละออง PM 2.5

เชียงใหม่นางพรรณี พุ่มพันธ์ ผู้ตรวจราชการ กรมการขนส่งทางบก รักษาราชการแทนขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และปัญหาหมอกควันปกคลุมพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ๙ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ นั้น กระทรวงคมนาคมสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือบูรณาการการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเต็มกำลัง โดยในส่วนของสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ นั้น มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการสุ่มตรวจและควบคุมรถโดยสารและรถบรรทุกที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน โดยใช้เกณฑ์การตรวจควันดำต้องไม่เกินร้อยละ ๔๕ หากเกินก็จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ๕,๐๐๐ บาท และพ่นสีคำว่า “ห้ามใช้” โดยจะไม่สามารถใช้งานรถได้จนกว่าจะแก้ไขเรียบร้อยและนำรถตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนรถที่มีค่าควันดำระหว่างร้อยละ ๓๐-๔๕ จะออกใบเตือนเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขให้ค่าควันดำลดลง รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่ง รถบรรทุก รถโดยสาร และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ขับรถโดยใช้ความเร็วที่เหมาะสม เปิดไฟหน้ารถเมื่อต้องขับในพื้นที่ที่มีทัศนวิสัยต่ำจากหมอกควัน เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น และลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ มีการเตรียมความพร้อมกรณีที่เครื่องบินไม่สามารถบินได้เนื่องจากสภาพปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เส้นทางการเดินรถจากจังหวัดเชียงใหม่ไปจังหวัดข้างเคียง ติดตั้ง ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อให้ผู้โดยสารมีทางเลือกในการเดินทาง เช่น ทางรถโดยสารประจาทางระหว่าง เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน เป็นต้น โดยกำชับการให้บริการรถโดยสารสาธารณะเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานและสถานีขนส่งผู้โดยสารให้เดินรถตามเวลาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในการเดินทาง นอกจากนี้ หากประชาชนพบรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะควันดำ สามารถบันทึกภาพและรายละเอียดหมายเลขทะเบียนรถที่ชัดเจน แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร. ๑๕๘๔ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หากผลการตรวจสอบพบว่า รถมีควันดำตามที่ผู้ร้องเรียนแจ้งจริง ก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ ภาพ/ข่าว ขอขอบพระคุณยิ่ง

พิพัฒน์ ศรีตะวัน รายงาน